Schema Markup for AI คือ อะไร ทำไมนักการตลาดต้องรู้จัก
Schema Markup คืออะไร
Schema Markup คือโค้ดที่ใส่ไว้ในหน้าเว็บ เพื่อ “อธิบาย” ให้ AI Search เข้าใจว่าข้อมูลแต่ละส่วนในหน้านั้นคืออะไร ส่วนไหนคือชื่อสินค้า ราคา รีวิว หรือชื่อผู้เขียน โดย AI ไม่ต้องเดาเอาจากข้อความธรรมดา
ตัวอย่างเช่น ถ้าเขียนบทความรีวิวร้านอาหาร Schema Markup คือป้ายกำกับข้อมูลที่บอกว่า “ชื่อร้าน = XYZ”, “คะแนนรีวิว = 4.5”, “ราคาเฉลี่ย = 200 บาท” ส่งผลให้ AI หยิบข้อมูลไปใช้ตอบคำถามหรือแสดงผลได้ถูกต้อง
<script type="application/ld+json"> { "@context": "https://schema.org", "@type": "Restaurant", "name": "ร้านข้าวต้มปลา" "url": "https://example.com", "address": "@type": "PostalAddress", "addressCountry": "TH" }, "openingHours": "Mo-Su 10:00-22:00", "servesCuisine": } </script>
สรุปคือ Schema Markup เป็นเหมือน “ล่าม” ที่ทำให้ AI เข้าใจรายละเอียดของเว็บไซต์ ทำให้ Schema Markup มีบทบาทมากขึ้นในยุคที่ AI Search กลายเป็นช่องทางหลักในการค้นหาข้อมูล
ทำไมนักการตลาดต้องสนใจเรื่อง AI Search โดยทันที
ปี 2026 ข้อมูลเชิงปริมาณชี้ชัดว่า พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของมนุษย์เปลี่ยนไปแล้ว ปริมาณการใช้ AI Search (การค้นหาข้อมูลด้วย AI ChatBot) กำลังพุ่งกระฉูดและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลดังนี้

- Chat GPT มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์ (weekly active users) แตะ 900 ล้านคนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพิ่มขึ้นจาก 400 ล้านคนเมื่อปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราเติบโต 125% ต่อปี (Source)
- ข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI Search (US) จาก serps.io
- 78% ใช้ AI Search หลายครั้งต่อสัปดาห์
- 58.7% คิดว่า AI Search ได้แทนที่การค้นหาแบบเดิมไปแล้ว
- 75% ใช้ AI Search มากกว่าเมื่อปีที่แล้ว
- ทราฟฟิกที่มาจากการอ้างอิงของ AI (AI referral traffic) เติบโต 778% เมื่อเทียบปีต่อปีในปี 2025 (Source)
จากข้อมูลข้างต้น ส่วนตัวเห็นว่า AI Search กำลังกลายเป็น “New Normal Search Tool” ดังนั้น แบรนด์หรือเว็บไซต์ที่ AI นำไปตอบ คือ แบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก นักการตลาดจึงต้องรู้ว่า อะไรทำให้ AI เลือกเว็บหรือสินค้าคุณไปตอบ
Schema Markup เพิ่มโอกาสปรากฏในคำตอบ AI ได้อย่างไร
AI เข้าใจเนื้อหาง่าย
Schema Markup คือการติดป้ายกำกับให้ AI รู้ว่า ข้อความส่วนนี้คือ “ราคา” ส่วนนี้คือ “รีวิว” คนนี้คือ “ผู้เขียน” แบรนด์นี้ชื่อ “อะไร” โดยไม่ต้องให้ AI มานั่งเดาเอง ส่งผลให้ AI หยิบไปใช้ตอบคำถามได้ง่ายและแม่นยำ
คำถามคือ ” Schema Markup แตกต่างจาก Title & Meta Description อย่างไร ในเมื่อทั้งสองอย่าง คือรายละเอียดของเว็บเพจเหมือนกัน มีแค่ Title & Meta Description ไม่ได้หรือ
คำตอบคือ Title & Meta Description แสดงเฉพาะ “คีย์เวิรด์” แต่ Schema แสดง “รายละเอียดเกี่ยวข้อง” อย่างชัดเจนและครบถ้วน
ตัวอย่าง เว็บไซต์คลินิกรักษาสิว เขียน Meta Description ว่า “คลินิกรักษาสิวโดยหมอผู้เชี่ยวชาญ มาตราฐานสากล รีวิวแน่น ราคาเป็นกันเอง” หาก AI วิเคราะห์เฉพาะ Description จะรู้ว่าเว็บไซต์นี่เกี่ยวกับสิว แต่จะไม่รู้ลึกเลยว่า “หมอผู้เชี่ยวชาญ” คือใคร? มีใบประกอบวิชาชีพไหม? หรือคลินิกตั้งอยู่ไหนกันแน่
แต่ Schema Markup ทำให้ AI เข้าใจรายละเอียดทันที เพราะ มีการระบุข้อมูลต่างๆอย่างชัดเจน
- ประเภทธุรกิจ: MedicalClinic,
- ชื่อแพทย์: นพ.เอ
- สาขาใบประกอบวิชาชีพ: เฉพาะทางด้านผิวหนัง
- ที่ตั้ง: พิกัด GPS ,
- คะแนนรีวิว: 4.9 จาก 5 ดาว
ส่งผลให้ AI เข้าใจ “บริบทและความน่าเชื่อถือ” ของคลินิกเราได้ทันที โอกาสคลินิคปรากฏในคำตอบของ AI จึงสูงขึ้น
เพิ่มความน่าเชื่อถือ
Schema Markup คือเครื่องมือที่ใช้ “ประกาศ” ให้ AI รู้ว่า Entity ของเว็บไซต์เราคือใคร และน่าเชื่อถือแค่ไหน
Entity คือ สรรพสิ่ง เช่น แบรนด์ บุคคล องค์กร หรือเว็บไซต์ ที่มีตัวตนชัดเจน ไม่ใช่คำพูดลอยๆที่ต้องตีความเอง
ตัวอย่างเช่น คำว่า “Top SEO” หากไม่มีการสร้าง Entity สิ่งที่เกิดคือ AI ต้องตีความว่า หมายถึง เว็บไซต์ , สินค้าหรืออะไรบางอย่าง แต่การใส่ Schema Markup จะทำให้เกิด Entity ของคำว่า “Top SEO” AI จะเข้าใจทันทีว่า Top SEO คือ ผู้เชี่ยวชาญด้าน GEO เป็นเจ้าของเว็บไซต์ “topseoblog.com”
สรุปคือ AI ใช้ Entity เพื่อระบุว่าว่าเราคือใคร ยิ่งรู้จักและเข้าใจถ่องแท้มากเท่าไหร่ โอกาสถูกหยิบไปอ้างอิงในคำถามก็ยิ่งมากเท่านั้น
JSON-LD คืออะไร ทำไมเป็นมาตรฐานที่ Google แนะนำ
ปัจจุบัน 3 Type of Schema markup ที่นิยม มีดังนี้
- RDFa
- Microdata
- JSON-LD
บทความนี้ ผมโฟกัสเฉพาะ JSON-LD (JavaScript Object Notation for Linked Data) เนื่องจากเป็นรูปแบบซึ่งกูเกิ้ลแนะนำ และนิยมใช้ในเว็บไซต์มากที่สุด สาเหตุจาก ติดตั้งและแก้ไขง่าย และ AI ใช้เพื่อเข้าใจข้อมูลของเว็บเพจได้ดี ดังนั้น หากกำลังจะเริ่มทำ Schema Markup ให้เว็บไซต์ ควรเลือกใช้ JSON-LD เป็นอันดับแรกเสมอ
JSON-LD schema markup core components
JSON-LD Core Components คือ คีย์เวิร์ดและรูปแบบการเขียน JSON-LD schema markup โดยเหตุผลที่เราควรเข้าใจ Core Components ก็เพราะ ทำให้สร้าง JSON-LD schema markup ได้ด้วยตัวเอง เนื่องจาก การติดตั้ง Schema markup บนเว็บไซต์มี 2 ทางเลือก คือ ใช้เครื่องมือซึ่งเสียเงินรายปี กับ ติดตั้งเอง (ฟรี) ดังนั้นหากเราสร้างและติดตั้งได้เอง จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
โดยคีย์เวิรด์และรูปแบบการเขียน มีดังนี้
<script type="application/ld+json">Script Wrapper { "@context": "https://schema.org",Context "@type": "WebSite",Type "name": "TopSEOBlog", "url": "https://topseoblog.com", "description": "บล็อกความรู้ SEO ภาษาไทย ครอบคลุม Schema Markup, GEO และ Structured Data", "inLanguage": "th", "datePublished": "2020-01-01", "dateModified": "2025-06-09", "publisher": {Nested Object "@type": "Organization", "name": "topseorank", "url": "https://topseoblog.com", "logo": "https://topseoblog.com/logo.png" } } </script>
1. Script Wrapper
JSON-LD ทั้งหมดต้องอยู่ใต้ HTML <script> ชนิดพิเศษ เพื่อแจ้งบ็อตของเสิร์ชเอ็นจิน (เช่น Googlebot) ทราบว่า ข้างในคือข้อมูลที่มีโครงสร้าง
- รูปแบบ: <script type=”application/ld+json”>
{
}
</script>
2. @context
@context คือการยืนยันว่า โครงสร้างข้อมูลอ้างอิงตามมาตรฐานของ Schema.org ส่งผลให้เสิร์ชเอ็นจินเข้าใจนิยามของคีย์เวิรด์ต่างๆ
- ค่ามาตรฐานที่ใช้: “@context”: “https://schema.org”
3. @type | Properties
@type คือการระบุว่า เว็บเพจคือ “อะไร”
Properties คือ รายละะอียดของ @type
รูปแบบ (syntax)
“@type”: “ประเภทของข้อมูล”,
“Properties”: “value 1”,
“Properties”: “value 2”
ตัวอย่าง
- อธิบายข้อมูลประเภท “สินค้า”
@type”: “Product”,
“name”: “สมาร์ตโฟนไร้สาย รุ่น Nexus X1”,
“description”: “สมาร์ตโฟนหน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมระบบชาร์จไวและกล้อง AI”
คุณสมบัติของ @type กับ Properties
การเข้าใจคุณสมบัติของ @type กับ Properties คือสิ่งสำคัญมาก เพราะทำให้สร้าง JSON-LD schema markup ได้ถูกต้อง มีคุณสมบัติดังนี้
- @Types มี Properties ของตัวเอง
แต่ละ @Type มี Properties ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณเลือก @type = @Product , Properties ที่เลือกใช้ต้องเป็นของ @Product เท่านั้น
คำถามคือ แล้วรู้ได้ไงว่า @Product มี Properties อะไรบ้าง
คำตอบคือ ไปที่ schema.org >> ค้นหา “Product” >> ปรากฏ Properties list ซึ่งใช้กับ Product ได้
- Inheritance Type : @Types[ลูก] ได้ Properties ทั้งหมดของ Types[แม่]
@Type มีลักษณะเป็น “ลำดับขั้น” โดยลำดับบนสุดคือ @Thing จากนั้นคือลำดับขั้นรองลงมาคือ @Action , @Event , @Organization …..] ตัวอย่างตามรูป
คุณสมบัติของ @Typeคือ @Types[ลูก] ได้ Properties ทั้งหมดของ Types[แม่]
ตัวอย่างเช่น เราเขียน schema markup ของ @Restaurant ที่มีลำดับขั้นดังนี้
สมมุติว่า แต่ละ @Type มี Property ดังนี้
| @Type | Properties |
|---|---|
| Thing |
name
url
description
image
sameAs
|
| Organization |
address
telephone
email
logo
|
| LocalBusiness |
openingHours
priceRange
currenciesAccepted
|
| Restaurant |
servesCuisine
hasMenu
acceptsReservations
|
ดังนั้น @Restaurant สามารถใช้ Properties ของ @Thing & @Organization ได้ เนื่องจากเป็นลำดับชั้นรองที่อยู่ใต้ @Thing & @Organization ตามตัวอย่างข้างล่าง
<script type="application/ld+json"> { "@context": "https://schema.org", "@type": "Restaurant", "name": "ร้านข้าวต้มปลา",สืบทอดจาก Thing "url": "https://example.com",สืบทอดจาก Thing "address": {สืบทอดจาก Organization "@type": "PostalAddress", "addressCountry": "TH" }, "openingHours": "Mo-Su 10:00-22:00",สืบทอดจาก LocalBusiness "servesCuisine": "Thai"Property ของ Restaurant เอง } </script>
- Properties มี “Value Type”
Value Type คือ ชนิดข้อมูลของ Properties มีทั้งหมด 6 ชนิด
| Type | รูปแบบ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ค่าข้อความ — กลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุด | ||
| Text | ข้อความในเครื่องหมาย "..." |
"servesCuisine": "Thai""name": "ร้านข้าวต้มปลา" |
| URL | ลิงก์ขึ้นต้นด้วย https:// |
"url": "https://example.com""image": "https://example.com/img.jpg" |
| ค่าตัวเลขและตรรกะ — ห้ามใส่เครื่องหมายคำพูด | ||
| Number | ตัวเลขล้วน ไม่มี "..." |
"ratingValue": 4.5"reviewCount": 128 |
| Boolean | true หรือ false เท่านั้น |
"isAccessibleForFree": true"isFamilyFriendly": false |
| ค่าวันที่และโครงสร้าง — ต้องใช้รูปแบบที่กำหนด | ||
| Date | ISO 8601 รูปแบบ YYYY-MM-DD |
"datePublished": "2025-06-01""startDate": "2025-12-31T18:00:00+07:00" |
| Object | ซ้อน Schema type ข้างใน ต้องมี @type |
"address": {"@type": "PostalAddress","addressCountry": "TH"}
|
"...""servesCuisine": "Thai""name": "ร้านข้าวต้มปลา"https://"url": "https://example.com""image": "https://example.com/img.jpg""...""ratingValue": 4.5"reviewCount": 128true หรือ false เท่านั้น"isAccessibleForFree": true"isFamilyFriendly": falseYYYY-MM-DD"datePublished": "2025-06-01""startDate": "2025-12-31T18:00:00+07:00"@type"address": {"@type": "PostalAddress","addressCountry": "TH"}
Schema Markup ที่นิยม มีกี่ชนิด
Schema Markup พื้นฐานที่เว็บไซต์นิยมใช้งาน มี 6 ชนิดดังนี้
|
number |
ประเภท |
ประโยชน์ |
Properties แนะนำ |
|
1 |
Organization |
ประกาศตัวตนแบรนด์/บริษัท ชื่อ โลโก้ ที่ตั้ง ช่องทางติดต่อ |
|
|
2 |
Person |
ประกาศตัวตนผู้เขียน/ผู้ก่อตั้ง |
|
|
3 |
WebSite |
ประกาศตัวตนของเว็บไซต์ |
|
|
4 |
BlogPosting/Article |
ระบุรายละเอียดบทความ ชื่อ วันที่เผยแพร่ ผู้เขียน |
|
|
5 |
FAQPage |
ระบุคำถาม-คำตอบในหน้าเว็บให้ AI ดึงไปตอบตรงๆ |
|
|
6 |
LocalBusiness |
ระบุข้อมูลธุรกิจ , ที่อยู่ใน Map , เวลาเปิด-ปิด , รีวิว |
|
วิธีติดตั้ง Schema Markup ในเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Schema Markup ยอดนิยม มี 2 วิธี ดังนี้
1. Word Press Plugin
Plugin คือเครื่องมือติดตั้ง Schema Markup บนเว็บไซต์ จุดเด่นคือทำได้ทั้งเว็บในไม่กี่คลิก โดยไม่ต้องรู้เรื่องโค้ดเลย
Plugin ยอดนิยม ได้แก่ Rank Math , Yoast SEO โดยมีวิธีการติดตั้งดังนี้
- ติดตั้ง Plugin “Rank Math” >> Activate >> ทำตาม Setup Wizard เบื้องต้น
- ไปที่ Rank Math >> Dashboard >> Modules >> Enable ” Schema (Structured Data)” >> Setting

- เลือก Post Type >> ตั้งค่า Default Schema Post & Pages
- หากต้องการปรับ Schema เฉพาะเว็บเพจ ทำดังนี้
- เปิดเว็บเพจ >>คลิ๊ก Rank Math ซึ่งอยู่ใต้บทความ >> คลิ๊กแท็บ “Schema” จะเห็น Default Schema Type >> กดปุ่ม “แก้ไข” (ไอคอนดินสอ) เพื่อแก้ไขข้อมูล

2. ติดตั้งเอง
ถ้าอยากเขียนข้อมูลได้เต็มที่โดยไม่ติดข้อจำกัดของปลั๊กอิน วิธีการคือ เขียน Schema Markup เองแล้ววางลงทุกหน้า
ข้อดี — ฟรี และใส่ข้อมูลได้ตามต้องการ
ข้อเสีย — ต้องวางเองทีละหน้า จึงกินเวลากว่า
วิธีติดตั้ง Schema Markup ด้วยตัวเอง มีดังนี้
- สร้าง Schema Markup ด้วย “Schema Markup Generator Tool”
- หลังจากสร้างเสร็จ นำ Schema Markup ติดตั้งทุกเว็บเพจ ที่ตำแหน่ง <head> หรือ <body>
วิธีตรวจสอบ Schema Markup (Schema Markup Validator)
หลังติดตั้ง ควรตรวจ Schema Markup อีกรอบ เพราะโค๊ดเขียนเองอาจผิดพลาด วิธีตรวจสอบมีดังนี้
- ไปที่ validator.schema.org >> ใส่เว็บเพจที่ช่อง “Test your structured data” >> Run Test
ตัวอย่างเช่น ตรวจสอบเว็บเพจ https://topseoblog.com/token-ai >> กด Run Test

ขวามือ ปรากฏ Schema Markup Property มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

หากพบ Error ให้ตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง

สรุป
Schema Markup คือโค้ดที่ฝังไว้ในหน้าเว็บ เพื่ออธิบายเครื่องมือค้นหาและ AI เข้าใจว่าข้อมูลแต่ละส่วนบนหน้านั้นคืออะไร รูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือ JSON-LD เพราะติดตั้งง่าย แก้ไขง่าย และเป็นมาตรฐานที่ Google แนะนำอย่างเป็นทางการ
Schema Markup จะสร้าง Entity (“ตัวตน”) เช่น คน องค์กร สินค้า ซึ่ง AI ให้ความสำคัญกับ Entity เพราะเป็นข้อมูลที่ AI ใช้ตัดสินใจเลือกแหล่งอ้างอิงจริงๆ
